Sunday, November 15, 2015

เครื่องประดับแบบไหนเซอร์ไพรส์คนรักได้ดีที่สุด

“เครื่องประดับ” เป็นหนึ่งในของขวัญยอดฮิตสุดคลาสสิก ที่หนุ่มสาวนิยมให้แก่กัน โดยเฉพาะในวันเกิดและวันวาเลนไทน์ ของขวัญที่ดีจะสร้างความสุขให้กับผู้ให้และผู้รับ แม้จะเป็นเครื่องประดับราคาไม่แพง แต่หากมีดีไซน์สวยงาม ใช้วัสดุที่ดี ก็ทำให้ผู้รับเกิดความประทับใจได้เช่นกัน วันนี้เรามีเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ ในการเลือกซื้อเครื่องประดับให้ถูกใจคนรักมาฝากกันค่ะ



:: ต้องเหมาะกับสไตล์ ::

คุณต้องทำการบ้านมาก่อน โดยการสังเกตุสไตล์การแต่งตัวของเขาหรือเธอ ว่าปกติคนรักของคุณชอบใส่เครื่องประดับแนวไหน เช่น ชอบใส่ต่างหู, กำไล, แหวน หรือสร้อยคอ แล้วชอบใส่ชิ้นเล็กๆ หรือชิ้นใหญ่ๆ เป็นต้น ถ้าคู่รักของคุณอยู่ในวัยทำงาน แนะนำให้เลือกเครื่องประดับที่เรียบหรู และมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อให้สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน แต่ถ้าเขาหรือเธอชอบการแต่งตัวมีสไตล์ คุณควรเลือกเครื่องประดับที่มีดีไซน์โดดเด่นสักหน่อย เพราะพวกเขาจะไม่ชอบใส่อะไรที่เหมือนคนอื่น



:: ช่วยสื่อความหมาย ::

เครื่องประดับส่วนใหญ่มักถูกดีไซน์ให้มีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว เช่น รูปหัวใจ แสดงออกถึงความรัก รูปปีก หมายถึงการปกป้อง รวมถึงความหมายของเพชรหรือพลอยชนิดต่างๆ เช่น การให้แหวนเพชรเม็ดเดี่ยว (Solitaire Ring) หมายถึงรักเดียวใจเดียว เป็นต้น ถ้าแฟนคุณเป็นฮิปสเตอร์ ควรเลือกเครื่องประดับแนววินเทจ ถ้าแฟนคุณเป็นคนลุย ถึงไหนถึงกัน ควรเลือกเครื่องประดับเงินหรือวัสดุที่ทำจากหนัง หรือถ้าแฟนคุณเป็นแฟชั่นนิสต้า แนะนำให้หาเครื่องประดับดีไซน์แปลกตา สีสันสดใส รับรองว่าถูกใจแน่นอน



:: ให้ความรู้สึกพิเศษ ::

หลังจากคุณเลือกของขวัญชิ้นพิเศษได้แล้ว วิธีการมอบของขวัญให้เขาหรือเธอก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน คุณควรหาวิธีเซอร์ไพรส์เล็กๆ เพื่อให้ของขวัญชิ้นนี้เกิดความรู้สึกพิเศษ หรือการสร้างบรรยากาศด้วยดอกไม้สักช่อ และของขวัญกล่องเล็กๆ รับรองว่าคนรักของคุณจะยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว



สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะให้อะไร ก็อย่าให้เกินกำลังทรัพย์ของคุณเกินไปนะคะ เพราะอย่างไรของขวัญก็เป็นเพียงวัตถุภายนอก ความรักความเข้าใจของคุณทั้งคู่ต่างหากคือเนื้อแท้ ขอให้คู่รักทุกคู่รักกันหวานชื่นยาวนานค่ะ


---------------------------------------------------------

Wednesday, November 11, 2015

สาวผิวเข้ม ใส่เครื่องประดับแบบไหนเกิดที่สุด

เครื่องประดับถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสาวๆ ยุคนี้ เพราะนอกจากจะช่วยสร้างสีสัน เสริมบุคลิกแล้ว ประกายแวววาวของเครื่องประดับบางชนิดยังเพิ่มเสน่ห์ให้ชวนมองมากขึ้นอีกด้วย

แต่เพื่อนๆรู้มั้ยคะ ว่านอกจากการเลือกดีไซน์ของเครื่องประดับที่ทันสมัย เข้ากันได้กับชุดแล้ว คุณยังต้องเลือกเครื่องประดับให้เข้ากับสีผิวด้วย เพราะสีบางสีจะช่วยขับผิวของคุณให้เปล่งประกายเจิดจรัสยิ่งกว่าเดิม ในขณะที่เครื่องประดับบางสีเป็นของต้องห้าม เพราะคุณจะดับอนาถได้ทันที แล้วสาวผิวสีเข้มควรเลือกเครื่องประดับอย่างไร มาดูกันค่ะ



เลือกสวมเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ที่มีสีเมทัลลิค หรือเนื้อมุก


สาวผิวสีเข้มหลายคนมักคิดว่า ไม่ควรใส่อะไรที่ฉูดฉาด สว่างตัดกับสีผิว แต่ความจริงแล้วชุด หรือเครื่องประดับที่มีความระยิบระยับ แวววาว เช่น สร้อยคอ หรือตุ้มหูสีเงิน หรือสีทอง ที่ประดับด้วยคริสตัลนั้นจะยิ่งช่วยขับผิว และเพิ่มลูกเล่นให้กับตัวคุณอย่างมาก เครื่องประดับที่เป็นสีเดียวที่มีสีออกทึมๆ เช่น สีน้ำตาลหรือดำ ไม่ควรใส่อย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ดูไม่สดใส โดยเฉพาะสีดำหม่น หรือ ดำด้านควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด เพราะทำให้คุณดูดำคล้ำมากขึ้นไปอีก และถ้าเป็นเครื่องประดับเช่น ที่คาดผม สร้อยข้อมือ สร้อยคอ ที่มีสีพื้นเป็นสีเข้ม ควรแซมด้วยสีอื่นๆ เช่น สีประกายเมทัลลิค หรือเนื้อมุก เป็นต้น 

เลือกใส่เครื่องประดับสีทอง เพชร ไข่มุก หรือสีที่สว่างมีประกาย


หากเป็นเครื่องประดับจำพวกอัญมณี สีที่เหมาะสมคือ สีที่สว่างสดใส เช่น สีออกโทนเหลืองทอง เช่น บุษราคัมสีเหลืองทอง เป็นต้น ส่วนสีอัญมณีโทนอื่นๆ เช่น สีแดงเลือดนก สีส้มอ่อน สีน้ำเงินสด สีเขียวใบตองอ่อน สามารถสวมใส่ได้เหมือนกัน สีที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อัญมณีสีน้ำเงินมืด สีแดงคล้ำ สีน้ำตาลไหม้ สีเขียวคล้ำ เป็นต้น สำหรับเครื่องประดับอื่นๆ เช่น เพชร หรือไข่มุกสีขาวนวล ก็ช่วยขับผิวคุณให้ดูสว่าง โดดเด่นไม่แพ้กัน 



หากจะใส่เครื่องประดับสีทองชิ้นใหญ่ ควรเลือกใส่กับชุดคอกว้างเปิดไหล่


อย่างไรก็ดีการเลือกเครื่องประดับ อาจต้องพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับเครื่องแต่งกายและช่วงเวลาการสวมใส่ เช่น ใส่ทำงาน กลางแจ้ง หรือออกงานกลางคืน เพราะหากใส่หลายชิ้นมากเกินไป หรือว่ามีสีสันจัดจ้านตัดกับชุดที่ใส่ชนิดสีโทนร้อนกับเย็น จากสวยงามก็อาจสร้างปัญหาได้ หรือหากเป็นช่วงกลางวันอาจเลือกเครื่องประดับชิ้นเล็ก แต่ถ้าออกงานกลางคืน ต้องการสวมใส่เครื่องประดับชิ้นใหญ่ ควรเลือกชุดคอกว้าง เปิดไหล่ ก็จะสง่างามไม่น้อย



เลือกสวมเครื่องประดับให้เหมาะกับกาลเทศะ 


หัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นสาวผิวขาวหรือผิวเข้ม นั่นคือความมั่นใจ หากคุณพกพาความมั่นใจไปเต็ม 100 แล้ว เสื้อผ้าและเครื่องประดับก็จะยิ่งช่วยให้คุณสวยสง่าไม่น้อยหน้าใคร เชื่อเถอะ!


-------------------------------------------------------------

Tuesday, November 3, 2015

ผู้ซื้อ 5 ประเภทที่มักโดนโกงทางออนไลน์บ่อยที่สุด


เชื่อหรือไม่ว่า เหล่ามิจฉาชีพออนไลน์ได้เงินเข้ากระเป๋าไปกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณแสนล้านบาททุกปี และเมื่อศึกษาคนที่โดนโกงบ่อยๆ ก็มักจะมีอะไรบางอย่างคล้ายๆกันอยู่ นั่นอาจจะเป็นลักษณะนิสัยหรือทัศนคติผิดๆ ที่นำไปสู่การโดนโกงออนไลน์ได้ง่าย

ต่อไปนี้คือ 5 ลักษณะนิสัยที่เป็นสาเหตุหลักของการโดนโกงทางอินเตอร์เน็ตบ่อยที่สุด

1. เห็นแก่ของถูก

ข้อนี้เป็นทัศนคติยอดฮิตของผู้ซื้อที่โดนโกงมากที่สุดในโลก และมีหลายคนที่ถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยมุขเดิมๆ อย่างน่าประหลาด คนที่มีทัศนคติเช่นนี้มักไม่รู้ตัวว่าตนเองมีทัศนคติที่ผิด ไม่เห็นว่าเป็นปัญหาจึงไม่คิดแก้ไข เวลาเห็นสินค้าราคาถูกเกินจริงทีไร ก็จะกระโจนเข้าใส่ทุกครั้ง แต่สำหรับบนโลกออนไลน์แล้ว ถ้าราคาถูกเหลือเชื่อ ส่วนใหญ่ก็จะเชื่อไม่ได้ ถ้าคุณรู้เท่าทันตัวเอง ตั้งสติให้ทัน ก็จะลดโอกาสโดนโกงไปได้มากทีเดียว

2. ใจร้อนรีบซื้อ

ความรีบร้อนมักนำพามาซึ่งความผิดพลาด โดยเฉพาะไม่ได้ตรวจดูให้ดีก่อนว่าคนขายเชื่อถือได้หรือไม่ ถ้าคุณรู้เท่าทันว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน แนะนำว่าก่อนซื้อของออนไลน์ทุกครั้ง ควรถามตัวเองว่า "รีบแล้วได้อะไร" ใช้เวลาหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือนอนหลับไปสักคืน แล้วค่อยกลับมาซื้อก็ยังไม่สาย หรือลองถามเพื่อนๆรอบตัวคุณดู มุมมองความเห็นของเพื่อนๆจะช่วยคุณได้มาก

3. กลัวหาของไม่ได้

การเอาของหายากขาดตลาดมาล่อให้คนหลงซื้อในราคาถูก เป็นวิธีที่มิจฉาชีพมักใช้กันและได้รับผลตอบรับที่ดีเสมอ เป็นการเล่นเกมจิตวิทยา ให้คนซื้อรู้สึกกลัวว่าจะหาของแบบนี้ไม่ได้อีก ก็เลยรีบควักกระเป๋าแย่งกันซื้ออย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังจะซื้อของดังกล่าว ให้ลองถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วตั้งสติพิจารณาว่า ถ้าของขาดตลาดขนาดนั้น แล้วคนขายคนนี้ไปหาของมาจากไหนตั้งมากมาย เมื่อลองคิดดูแล้วจะเข้าใจทันทีว่าแทบจะไม่มีโอกาสเลย และถ้าเป็นของที่ได้รับความนิยมจริงๆ ผู้ผลิตย่อมทำออกมาขายอีกแน่นอน ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะหาซื้อไม่ได้

4. ขี้เกียจหาข้อมูล

ขี้เกียจหาข้อมูลความน่าเชื่อถือของผู้ขาย ขี้เกียจเทียบราคากับเว็บอื่นๆ ขี้เกียจอ่านรายละเอียดเงื่อนไข ฯลฯ ความขี้เกียจเหล่านี้เป็นลักษณะนิสัยที่ทำให้โดนโกงได้บ่อยเช่นกัน บางคนดูแค่ยอด View ยอด Like เยอะ หรือมีคนมาเขียนเชียร์ว่าสินค้าดีมาก ประทับใจสุดๆ ก็ทึกทักเอาว่าดี เป็นจุดอ่อนให้มิจฉาชีพใช้วิธีปั๊มยอด View ยอด Like และจ้างเขียนรีวิวปลอม ให้ทุกอย่างดูดีเพื่อหลอกให้เว็บน่าเชื่อถือ

5. มองโลกในแง่ดี

ที่โดนกันบ่อยในข้อนี้คือ การได้รับข้อความแจ้งว่าคุณได้รับรางวัล แต่ก่อนจะรับเงินนั้น คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมก่อน ซึ่งถ้าคิดให้ดีๆแล้ว นี่มันโดนหลอกชัดๆ แต่ก็มีคนหลงกลโอนเงินไปให้มิจฉาชีพมาแล้วนักต่อนัก คุณต้องฝึกมองโลกในแง่ลบไว้บ้าง โดยเฉพาะจากอีเมลต่างๆ ยิ่งเชื่อถือไม่ได้เข้าไปใหญ่ ดังนั้น ทัศนคติที่ถูกต้องในข้อนี้คือ อย่ามองโลกในแง่ดีเกินไป แต่ให้มองสองมุมเผื่อเอาไว้เสมอ


ดังนั้น การอยู่รอดบนโลกออนไลน์ ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการซื้อของ แต่เป็นการรู้จักระวังตัว ใช้สติ และมีทัศนคติที่ถูกต้องนะคะ


-----------------------------------------

ขอบคุณรูปภาพจาก http://sbmct.com/risks-shopping-online/

Monday, October 19, 2015

ซื้อสินค้าบนเว็บที่มีรูปกุญแจสีเขียว https ดีอย่างไร


เพื่อนๆเคยสงสัยกันไหมคะ ว่ารูปกุญแจสีเขียวที่อยู่หน้า URL ของบางเว็บไซต์มันคืออะไร? ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบช้อปปิ้งออนไลน์ ห้ามพลาดบทความนี้เลยค่ะ

เครื่องหมายรูปกุญแจสีเขียวหน้า URL เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่า เว็บไซต์นั้นมีการเข้ารหัสระบบรักษาความปลอดภัยเอาไว้ นั่นก็คือ https (Hypertext Transfer Protocol Secure) นั่นเอง ประโยชน์ของการเข้ารหัสก็คือ ป้องกันการถูกโจมตีจากแฮกเกอร์ระหว่างที่ข้อมูลถูกส่งผ่านจากตัวเว็บไซต์ไปยังเซิฟเวอร์ ดังนั้นเราจึงมักเห็นการใช้ https ในเว็บที่ต้องการความปลอดภัยสูง อย่างเว็บไซต์ของธนาคาร เว็บเก็บข้อมูลสำคัญๆ หรือเว็บขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น

การจะได้ https มานั้น เจ้าของเว็บไซต์ต้องยืนยันตัวตนกับผู้ออก Certificate ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานต่างประเทศที่มีความเข้มงวดสูง เจ้าของเว็บไซต์ต้องใช้ชื่อจริง ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้จริง และรูปแบบเว็บไซต์ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่มีความปลอดภัย จึงจะได้ https มาค่ะ จะเห็นว่าไม่ใช่ใครก็จะได้มาง่ายๆ

เวลาเพื่อนๆจะซื้อเครื่องประดับออนไลน์ หรือโอนเงินผ่าน Internet Banking ยิ่งต้องคอยสังเกตุรูปกุญแจสีเขียวให้ดีนะคะ และตรวจสอบ URL ก่อนทุกครั้งว่าทำผ่านเว็บ https หรือไม่ เดี๋ยวนี้เว็บไซต์ที่มีบริการออนไลน์ โดยเฉพาะที่รับชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ล้วนใช้ระบบ https กันแทบทุกเว็บแล้ว ถ้าเกิดเป็นเว็บ http เฉยๆ ให้ระวังให้มากค่ะ เพราะอาจเป็นเว็บไซต์ที่ทำปลอมขึ้นมาหลอกลวง (Phishing Website) จากฝีมือของแฮกเกอร์ก็เป็นได้


ในปัจจุบัน การซื้อสินค้ากับเว็บไซต์ในระบบ https จึงทำให้ลูกค้ามั่นใจได้มากที่สุด ว่าจะไม่ถูกแฮกเกอร์ดักจับข้อมูลระหว่างทาง หรือต่อให้ดักจับได้ก็อ่านไม่ออก เพราะข้อมูลมีการเข้ารหัสไว้ ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยสูงสุด ซื้อของออนไลน์ปลอดภัย อย่าลืมใส่ใจรูปกุญแจสีเขียวนะคะ


-------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : http://news.thaiware.com/1851.html

Thursday, October 15, 2015

เช็คข้อมูลสักนิดก่อนเสียเงินฟรีบนโลกออนไลน์


เพื่อนๆหลายคนคงเคยซื้อของผ่าน เว็บไซต์, Facebook, Instagram, Twitter, Line และอื่นๆ เพียงแค่คลิก...คลิก...คลิก ก็ซื้อของได้แล้ว แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราคลิกแล้วจะได้ของกลับมานะคะ วันนี้เรามี 5 วิธีเช็คก่อนช็อป ปลอดภัยไม่โดนโกงมาฝากค่ะ

1. ดูความน่าเชื่อถือของร้านค้า

อ่านประวัติของผู้ขายให้ดี ผู้ขายมีตัวตนจริงหรือไม่ เช่น เปิดร้านมานานแค่ไหนแล้ว มีช่องทางการติดต่ออื่นที่สามารถติดต่อได้หรือไม่ เสียเวลาอ่านคอนเมนต์ สำรวจความเห็นของลูกค้ารายอื่นๆ ที่เคยใช้บริการว่าได้รับความพึงพอใจหรือไม่ จำนวนลูกค้าจะมากหรือน้อยไม่สำคัญ ขอให้ดูความพึงพอใจเป็นหลักนะคะ

2. เช็คความเอาใจใส่ของร้านค้า


ลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แล้วดูว่าผู้ขายตอบกลับฉับไวไหม เป็นการเช็คว่าร้านค้ายังให้บริการอยู่รึเปล่า และแม้เราจะเคยสั่งซื้อสินค้าจากร้านนี้แล้ว หากจะซื้อครั้งใหม่ก็ควรเช็คข้อมูลอีกครั้ง เพราะบนโลกออนไลน์ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงฉับไว เมื่อวานมีตัวตน พรุ่งนี้อาจไม่มีแล้วก็ได้ค่ะ

3. 
โทรหรือส่งข้อความไปสอบถาม

โดยเฉพาะร้านค้าที่ระบุรายละเอียดสินค้าไม่ชัดเจน ซึ่งปกติร้านค้าออนไลน์จะมีเบอร์ติดต่อผู้ขายอยู่แล้ว อย่าได้เกรงใจ ไม่ว่าของจะถูกหรือแพง เราก็มีสิทธิ์ถาม ถ้าติดต่อสอบถามไปหลายครั้ง แต่ไม่มีคนตอบรับ ไม่มีการติดต่อกลับ แนะนำให้เปลี่ยนร้านจะดีกว่าค่ะ

4. อย่าเห็นแก่สินค้าราคาถูก


นักช้อปหลายคนเห็นของถูก ของ SALE ไม่ได้ ต้องพุ่งเข้าใส่โดยทันที ทำให้ขาดการพิจารณาความสมเหตุสมผล ความน่าเชื่อถือของสินค้าและร้านค้าไป แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าของแพงจะน่าเชื่อถือกว่านะคะ นักช้อปทั้งหลายควรตั้งสติให้ดีทุกครั้ง ไม่ว่าสินค้าจะถูกหรือแพง เราควรเช็คข้อมูลสินค้ารายละเอียดเงื่อนไขต่างๆให้ดีก่อนเสมอ

5. เก็บหลักฐานการซื้อสินค้าออนไลน์

เก็บหลักฐานทั้งการพูดคุย ชื่อบัญชีผู้ขาย หลักฐานการสั่งซื้อ หลักฐานการชำระเงิน ในกรณีที่เรามั่นใจว่าถูกหลอกลวงในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ สามารถเข้าแจ้งความกับตำรวจได้ทันที พร้อมส่งหลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมไว้

แม้ทั้ง 5 ข้อนี้จะช่วยไม่ได้ 100% แต่ก็เป็นการระมัดระวังเบื้องต้น หากมีอะไรไม่ชอบมาพากล เรายังมีหลักฐานไว้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ค่ะ ขอให้เพื่อนๆ ช้อปปิ้งกันอย่างมีความสุขนะคะ


------------------------------------------

Tuesday, October 6, 2015

วิธีเลือกซื้อเครื่องประดับชุบโรเดียม (Rhodium)

จากบทความเรื่องการดูแลเครื่องประดับเงิน เราได้พูดถึงประโยชน์ของการชุบโรเดียมไปบ้างแล้ว ว่าเป็นการช่วยให้เครื่องประดับเงินไม่ดำคล้ำ และช่วยให้มีความแวววาวเงางามได้นาน แต่ก็มีคำถามมากมายเกี่ยวกับเครื่องประดับที่ชุบโรเดียม วันนี้ขออธิบายให้เคลียร์กันไปเลยนะคะ

ก่อนอื่นอยากให้เพื่อนๆ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลหะ 2 ชนิดนี้ก่อน

1. โรเดียม (Rhodium) เป็นโลหะทรานซิชั่นชนิดหนึ่ง มีสีขาวเงิน เป็นแร่หายากในกลุ่มของแพลตทินั่ม โรเดียมมีราคาแพง (ประมาณ 24,500 USD/kg - ข้อมูลปี 2015) และมีความอ่อนตัวสูง ทำให้ไม่สามารถขึ้นรูปเป็นตัวเรือนได้ แต่ด้วยคุณลักษณะที่มีความขาวแวววาว จึงถูกนำมาใช้เป็นน้ำยาชุบเคลือบไฟฟ้าบนโลหะชนิดต่างๆ ทั้งโลหะ เงิน ทองเหลือง ดีบุก หรือแม้แต่งานทอง (Gold) หรือทองขาว (White Gold) ก็ยังนิยมชุบโรเดียมด้วยกันทั้งสิ้น


2. นิกเกิล (Nickel) เป็นโลหะที่มีความมันวาว สีขาวเงิน มีคุณสมบัติต้านทานการเกิดออกซิเดชั่น และต้านทานการกัดกร่อนสูง การใช้งานโลหะนิกเกิลส่วนใหญ่จะใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมและเหล็กกล้าผสม รวมถึงนำมาชุบเคลือบผิวเครื่องประดับด้วย เพราะสามารถกลบความหยาบของตัวเรือน หรือกลบตามดได้เป็นอย่างดี ลดงานในขั้นตอนการขัดเงาตัวเรือนได้มาก ทำให้งานผลิตเสร็จไว แต่ข้อเสียที่ร้ายแรงคือ นิกเกิลเป็นสารอันตรายที่ก่อให้เกิดอาการผื่นแพ้ผิวหนัง ทำให้ผู้ที่สวมเครื่องประดับเกิดอาการผื่นคัน บวมแดง หรือเป็นแผลอักเสบได้


ดังนั้นเครื่องประดับราคาถูก ที่ผู้ขายมักแจ้งว่าชุบโรเดียม แต่ความจริงแล้วเป็นการชุบโรเดียมผสมนิกเกิล โดยมีโรเดียมเป็นส่วนผสมน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นสารนิกเกิลเกือบทั้งหมด เพราะต้องการลดต้นทุนการผลิต ทำให้ผู้สวมใส่จำนวนไม่น้อยเกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง บางคนถึงขั้นเข้าใจผิดว่าแพ้โรเดียม แต่ความจริงแล้วเป็นการแพ้สารนิกเกิลที่ผสมลงไปในน้ำยาชุบโรเดียม


จากความอันตรายของสารนิกเกิลดังกล่าว ทำให้หลายประเทศออกกฎหมายห้ามนำเข้าเครื่องประดับที่มีสารนิกเกิลเป็นส่วนผสมโดยเด็ดขาด โดยระบุว่าผลิตภัณฑ์จะต้องเป็น Nickel Free หรือ ปราศจากนิกเกิลเท่านั้น (แต่ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมการใช้นิกเกิล)




ข้อสังเกตุในการเลือกซื้อเครื่องประดับชุบโรเดียม

กรณีที่ผู้ขายโฆษณาว่า "เครื่องประดับทำจากโรเดียม" ขอให้ตระหนักไว้ก่อนเลยว่า คำโฆษณานี้ไม่เป็นความจริง เพราะคุณสมบัติของโรเดียมจะมีความอ่อนตัวสูง ไม่สามารถนำมาขึ้นรูปเป็นเครื่องประดับได้ แต่ผู้ขายบางรายพยายามทำให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดว่า ใช้โรเดียมเป็นวัสดุตัวเรือน แต่แท้ที่จริงแล้วเราใช้โรเดียมเป็นน้ำยาชุบเคลือบผิวเครื่องประดับเท่านั้น ดังนั้น หากเพื่อนๆ เจอคำโฆษณาเช่นนี้ ขอให้สอบถามกับผู้ขายให้แน่ใจว่าโลหะที่อยู่ภายใต้โรเดียมนั้นคืออะไรกันแน่

กรณีที่ผู้ขายโฆษณาว่า "เครื่องประดับชุบโรเดียมหนา 5 ไมครอน" ขอให้ตระหนักไว้ก่อนเลยว่า เป็นการโฆษณาเกินจริง เพราะปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือเครื่องจักรและน้ำยาที่สามารถชุบโรเดียมได้หนาถึง 5 ไมครอน การโฆษณาว่าชุบหนา 5 ไมครอน นั่นคือการชุบด้วยนิกเกิลหรือธาตุอื่นๆเพื่อรองพื้น กลบความหยาบของตัวเรือนและตามดก่อน แล้วจึงนำไปชุบโรเดียมเคลือบผิวนอกบางๆอีกทีหนึ่งเท่านั้น มิใช่การชุบโรเดียมล้วนๆหนา 5 ไมครอนอย่างแน่นอน


กรณีที่ผู้ขายโฆษณาว่า "เครื่องประดับเงินชุบโรเดียม" ข้อนี้มีความเป็นจริง แต่ขอให้เพื่อนๆ สอบถามรายละเอียด 3 ข้อนี้จากผู้ขายเพิ่มเติม เพราะมีผลต่อราคาและคุณภาพของเครื่องประดับด้วย


1) ชุบโรเดียมหนากี่ไมครอน ?


การชุบโรเดียมมีทั้งการชุบแบบรวดเร็ว (Flash Coat) ที่ให้ความหนา 0.05 - 0.1 ไมครอน ซึ่งช่วยให้เครื่องประดับมีความขาวแวววาว 2-3 เดือน แล้วจะหลุดลอกออกไป การชุบโรเดียมที่หนาขึ้นจะช่วยยืดเวลาให้จิวเวลรี่คงความเงางามยาวนานมากขึ้นไปด้วย ส่วนใหญ่ จิวเวลรี่คุณภาพสูงจำพวกแหวนหมั้น แหวนแต่งงาน นาฬิกา หรือจิวเวลรี่แบรนด์เนม จะนิยมชุบโรเดียมหนา 1.0 - 1.5 ไมครอน เพื่อให้เครื่องประดับคงความแวววาวสวยงามได้นานหลายปี




2) วัสดุตัวเรือนทำจากเงินแท้ 925 หรือไม่ ?


เครื่องประดับเงินแท้ หรือ เงิน 925 หรือ Sterling Sliver คือมาตรฐานของเครื่องประดับเงินคุณภาพดี คือมีปริมาณเนื้อเงินอยู่ที่ 92.5% ส่วนอีก 7.5% มักเป็นทองแดงและอัลลอย์ที่ผสมลงไปเพื่อให้เนื้อเงินมีความแข็งแรง ไม่อ่อนนิ่มง่าย ซึ่งโดยปกติหากตัวเรือนทำจากเงินแท้ 925 อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องชุบโรเดียมก็ได้ โดยเฉพาะสินค้าบางดีไซน์ที่ต้องการโชว์เนื้อเงินแท้ๆ แต่ถ้าตัวเรือนเป็นวัสดุอื่น เช่น เงินคุณภาพต่ำกว่า 925, ทองเหลือง หรือโลหะผสมอื่นๆ ก็ควรจะชุบโรเดียมให้หนาขึ้น (แต่ในความเป็นจริง หากผู้ผลิตเลือกใช้วัสดุเกรดต่ำทำวัสดุตัวเรือน ก็มักจะไม่ชุบโรเดียมหนา หากชุบหนา ก็เป็นการชุบที่ผสมนิกเกิลเพื่อลดต้นทุน และมักจะขายในตลาดล่าง ราคาหลักร้อยบาท)


Tip : โดยส่วนใหญ่สินค้าที่ทำจากเงิน 925 จะมีตราประทับบนตัวเรือนว่าเป็นเงิน 925 อยู่แล้ว หากไม่แน่ใจให้ลองนำแม่เหล็กมาทดสอบดูค่ะ ถ้าเป็นเงินแท้ 925 จะไม่ดูดติดกับแม่เหล็ก


3) ผสมสารนิกเกิลหรือไม่ ?

จากที่ได้อธิบายไปแล้วว่านิกเกิลมีผลทำให้เกิดผื่นแพ้ได้ ดังนั้น สำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ หรือมีผิวหนังบอบบางแพ้ง่าย ควรสอบถามผู้ขายให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง (แต่ในความเป็นจริง ผู้ขายอาจไม่บอกความจริงเพราะกลัวจะขายไม่ได้) ผู้ซื้อควรพิจารณาความสมเหตุสมผลของราคาสินค้า หรือสอบถามเรื่องการรับประกันความพึงพอใจ ส่วนใหญ่ถ้ามีการรับประกันความพึงพอใจ ก็มักจะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี การซื้อสินค้าไปสวมใส่ 2-3 วัน ก็จะทราบได้ทันทีว่ามีอาการแพ้หรือไม่ หากแพ้ก็ควรรีบติดต่อขอคืนสินค้าภายในช่วงเวลารับประกัน


นอกจากการชุบโรเดียมซึ่งให้สีเงินแวววาวแล้ว ในปัจจุบันยังมีการชุบแบบอื่นๆอีก เช่น ชุบทองคำ (Gold) และ ชุบพิ้งค์โกลด์ (Pink Gold / Rose Gold) ทำให้วัสดุตัวเรือนมีสีสันแตกต่างออกไป ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายขึ้น การชุบสีทองคำ หรือชุบสีพิ้งค์โกลด์ จะนิยมชุบหนาที่ 1.5 - 3.0 ไมครอน ถึงแม้วัสดุด้านในจะทำจากเงินแท้ 925 ก็ตาม เพราะสีที่ชุบภายนอกกับสีของตัวเรือนด้านใน เป็นคนละสีกัน ยิ่งชุบหนาก็จะช่วยให้ตัวเรือนมีสีเหลืองทอง หรือสีพิ้งค์โกลด์ ที่สวยแวววาวได้นานหลายปี การชุบหนาหรือชุบบางนั้น สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า หากชุบบาง สีทอง/สี
พิ้งค์โกลด์ จะดูซีดๆ จางๆ ไม่สวยสดใส แต่ถ้าชุบหนา สีทอง/สีพิ้งค์โกลด์ จะสวยสุกปลั่งแวววาวมาก ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนหากนำ 2 ชิ้นมาเปรียบเทียบกัน



หวังว่าบทความนี้จะช่วยสร้างความกระจ่างให้กับเพื่อนๆ สามารถเลือกซื้อเครื่องประดับชุบโรเดียม เครื่องประดับชุบทองคำ และ
เครื่องประดับชุบพิ้งค์โกลด์ ได้อย่างผู้มีความรู้ ได้รับสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสมกันนะคะ


--------------------------------------------

Friday, October 2, 2015

ทำความสะอาดเครื่องประดับทองด้วยตัวเองแบบง่ายๆ


โดยปกติเครื่องประดับทองจะไม่ค่อยลอกและไม่ดำง่ายเหมือนเครื่องประดับเงิน แต่ทั้งนี้ก็ควรมีการป้องกันและดูแลให้ดูดีอยู่เสมอ เพราะคราบเหงื่อไคลของเราอาจทำให้เครื่องประดับทองดูหมองลงได้ แต่การสวมใส่เครื่องประดับทองขณะอาบน้ำทุกครั้ง อาจทำลายโครงสร้างที่แข็งแรงของทองคำได้ค่ะ โดยเฉพาะน้ำที่มีส่วนผสมของคลอรีน เครื่องประดับทอง ควรใช้ผ้าชามัวร์เช็ดทำความสะอาดเบาๆ และควรทำความสะอาดครั้งใหญ่อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หรือแล้วแต่ความสกปรกค่ะ



เวลาเครื่องประดับทองสกปรกขึ้นมา คงทำให้คุณกังวลใจอยู่ไม่น้อย แต่จะให้เอาเครื่องประดับทองไปทำความสะอาดที่ร้านทุกครั้ง ก็ไม่ค่อยมีเวลามากนัก แต่วันนี้บอกเลยว่า คุณไม่ต้องง้อให้ใครมาทำความสะอาดเครื่องประดับทองให้อีกแล้วค่ะ เพราะคุณสามารถทำความสะอาดเครื่องประดับทองได้ด้วยตัวเองง่ายๆ กับ 6 วิธีที่สามารถเลือกไปใช้ได้ตามความสะดวก ดังนี้

ใช้น้ำยาล้างจาน

หากเครื่องประดับทองของคุณสกปรกไม่มากนัก ให้คุณนำทองไปแช่ในน้ำอุ่นที่ผสมกับน้ำยาล้างจานเพียงเล็กน้อย โดยจุ่มแช่ไว้สัก 15 นาที แล้วเช็ดถูเบาๆ ด้วยผ้าชามัวร์ ล้างออกด้วยน้ำอุ่น แล้วเช็ดผึ่งให้แห้ง

ใช้แอมโมเนีย

หากลองทำความสะอาดด้วยน้ำผสมน้ำยาล้างจานแล้ว แต่ทองยังไม่สุกสว่างเรืองรองอย่างใจต้องการ ก็ลองเปลี่ยนมาใช้น้ำผสมกับแอมโมเนียในอัตราส่วน 1:6 คือ แอมโมเนีย 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 6 ส่วน จากนั้นแช่เครื่องประดับทองไว้สัก 1 นาที แล้วเช็ดถูเบาๆ ด้วยผ้าชามัวร์ ล้างออกด้วยน้ำอุ่น แล้วนำขึ้นมาเช็ดให้แห้ง แต่อย่าใช้แอมโมเนียทำความสะอาดเครื่องประดับทองบ่อยเกินไปนะคะ เพราะอาจทำให้ทองหมองคล้ำได้

ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม

ถ้าคุณอยากขัดเครื่องประดับทอง แนะนำให้เลือกแปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มมาใช้ โดยให้อ่านฉลากด้านหน้าผลิตภัณฑ์ว่าแปรงนี้ขนอ่อนนุ่มจริงหรือไม่ หรือถ้าคุณมีแปรงสำหรับแปรงคิ้วที่ไม่ได้ใช้แล้ว ก็สามารถนำมาขัดเครื่องประดับทองได้เหมือนกันค่ะ เวลาขัด ให้ขัดอย่างเบามือเป็นลักษณะวนเป็นวงกลม ขัดไปเรื่อยๆ จนกว่าทองจะกลับมาสะอาดสดใสอีกครั้ง

ใช้น้ำสบู่

หากเครื่องประดับชิ้นไหนมีอัญมณีประดับอยู่ด้วย ควรเลี่ยงวิธีการทำความสะอาดด้วยการจุ่มแช่ในน้ำยานะคะ โดยให้ใช้ผ้าชามัวร์หรือผ้าขนหนูขนนุ่มๆ จุ่มลงในน้ำที่ผสมสบู่ แล้วนำมาเช็ดเครื่องประดับเบาๆ จากนั้นใช้น้ำอุ่นล้างทำความสะอาดอีกรอบ แล้วเช็ดผึ่งให้แห้ง

ใช้ยาสีฟัน

บีบยาสีฟันเพียงเล็กน้อยลงบนแปรงสีฟันขนนุ่ม จากนั้นก็นำมาขัดถูเบาๆ ที่เครื่องประดับทอง เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น แล้วเช็ดผึ่งให้แห้ง

ใช้น้ำต้มเดือด

หากเครื่องประดับทองของคุณเปื้อนคราบน้ำมันหรือขี้ผึ้ง ให้คุณทำความสะอาดโดยการต้มน้ำให้เดือด นำเครื่องประดับทองลงไปแช่ ให้คราบสกปรกหลุดออกไป เมื่อคราบเหนียวๆหลุดออกไปแล้ว ให้ใช้น้ำผสมสบู่ หรือน้ำผสมแอมโมเนียทำความสะอาดอีกรอบ เท่านี้เครื่องประดับทองก็สวยเปล่งปรั่งดังเดิมแล้วค่ะ

ต่อไปนี้ หากเครื่องประดับทองของคุณเกิดสกปรกขึ้นมา เลือกวิธีทำความสะอาดเหล่านี้ไปทำเองเถอะนะคะ ทั้งประหยัดเวลา และไม่ต้องเสียสตางค์อีกด้วยค่ะ


Jewelry Online Club บอกเล่าเคล็ดลับ อัพเดตเรื่องราวเครื่องประดับอัญมณีจิวเวลรี่ทุกชนิด พาคุณตามติดเทรนด์ มีแต่อินไม่มีเอ๊าท์ !


-------------------------------------------